Text Box:  
Text Box: ASHOKA INNOVATORS FOR THE PUBLIC

Text Box:

 

 

 

Text Box: Update in English
Text Box: Ashoka Global
Text Box: Funding&Award
Text Box: News from Global
Text Box: Site Map
Text Box: FAQ
Text Box: Process&Criteria
Text Box: Fellows
Text Box: Team & Staff
Text Box: Ashoka Thai
Text Box: Home

Text Box: YSE
สืบสานล้านนา ประเพณีปีใหม่เมือง: คุณเตือนใจ (กุญชร ณ อยุธยา) ดีเทศน์
การติดตามโครงการนำเข้าสัตว์ป่าจากประเทศเคนยาเข้ามาประเทศไทย กรณีโครงการสวนสัตว์กลางคืนไนท์ซาฟารี: คุณนิคม พุทธา

 


บทความพิเศษ
 

สืบสานล้านนา ประเพณีปีใหม่เมือง
ม่วนวันสันหล้า บ่กิ๋นเหล้าปีใหม่เมือง
เตือนใจ (กุญชร ณ อยุธยา) ดีเทศน์

เมื่อวันศุกร์ที่ ๗ เมษายน ๒๕๔๙ นี้ คุณชัชวาลย์ ทองดีเลิศ และคุณนิคม พุทธา ซึ่งเป็น “สมาชิกอโชก้า” (ASHOKA FELLOW) ได้ประสานให้เพื่อนผู้ริเริ่มงานสร้างสรรค์สังคม ทางภาคเหนือ ได้มาประชุมกันเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมือง และหาแนวทางที่สมาชิกอโชก้าทั้งจากภาคเหนือ ภาคอีสาน ใต้ กลาง จะได้ถักทอเครือข่ายทำงานร่วมกัน

คุณสินี จักรธรานนท์ ผู้แทนมูลนิธิอโชก้า (ประเทศไทย) คุณสำรวย  ผัดผล ประธานมูลนิธิฮักเมืองน่าน  คุณฉันทสิทธิ์ บุญยะสาระนัย  คุณเกียรติศักดิ์ ม่วงมิตร  คุณสุชาดา จักรพิสุทธิ์  และดิฉัน ได้เข้าร่วมประชุมด้วย แม้จะเป็นวงประชุมเล็กๆ แต่ก็มีพลังแห่งมิตรภาพอันอบอุ่น พลังใจ พลังปัญญา ที่สว่างไสว เราใช้เวลาคุยกัน ๔ – ๕ ชั่วโมง ก็ได้งานที่จะถักทอร่วมกัน ๓ ด้าน คือ ๑. ชุมชนแห่งชีวิตพอเพียง ท่ามกลางกระแสทุนนิยม  ๒. รู้เท่าทันกระแสทุนโลก องค์กรการเมืองโลก และ  ๓. สร้างธรรมาธิปไตยจากรากหญ้าสู่ทุกภาคส่วนในสังคมไทย

MR.BILL DRATON ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด ๑ ในจำนวน ๒๐ คนของอเมริกา ประจำปี ค.ศ. ๒๐๐๕  เป็นผู้ก่อตั้ง ASHOKA:Innovators for the Public ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร ระดับโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี  เป็นเวลา ๒๕ ปีแล้ว   Bill เป็นพี่ชายผู้เมตตาและเกื้อหนุนกำลังใจ กำลังปัญญา การสร้างเครือข่าย ผู้ทำงาน ริเริ่มสร้างสรรสิ่งใหม่ ๆ ให้สังคม ซึ่งทำงานอยู่ในประเทศต่าง  ๆ กว่า ๖๐ ประเทศ ปัจจุบันมีสมาชิก อโชก้าผู้ได้รับการสนับสนุนทุนทำงานด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิเด็ก สิทธิสตรี การศึกษา ฯลฯ  กว่า ๑๖๐๐ คน ในทุกทวีปทั่วโลก

กลุ่มสมาชิกอโชก้าคุยกันเสร็จประมาณบ่าย ๒ โมง คุณชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ชวนไปงาน “สืบสานล้านนา ประเพณี ปีใหม่เมือง” ที่โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา ซึ่งหลวงพ่อ พระพุทธพจนวราภรณ์ ท่านเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงเป็นประธาน คุณชัชวาลย์เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง คุณมาลา คำจันทร์ นักเขียนรางวัลซีไรท์ เป็นครูใหญ่

เกือบสามชั่วโมงที่อยู่ในงาน ดิฉันชื่นชม ปลื้มปิติที่เห็นการจัดงาน “ปีใหม่เมือง” ตาม แบบอย่างล้านนา มีการจำลองหมู่บ้านคนเมือง มีวิหารหลวงจำลอง พร้อมพระพุทธรูปให้กราบ ไหว้ มีเครื่องสักการะแบบโบราณ คือ ขันใบพลูสด ขันหมากสด ขันหมากแห้ง ขันถวายขี้ผึ้ง ซึ่งมีครูสอนการประดิษฐ์อย่างประณีต ด้วยใจศรัทธา

บริเวณ“กาดหมั้ว” คือตลาดแบบโบราณ มีแม่ค้าขายอาหารล้านนา ได้แก่ ขนมจีนน้ำเงี้ยว อ้อยควั่น กล้วยตาก ขนมข้าวแต๋น ผักพื้นเมือง เช่น ผักหวานป่า ผักเซียงดา ผักฮ้วนหมู ฯลฯ ทุกคนนุ่งซิ่น ใส่เสื้อทำจากผ้าทอมือ แม่หญิงกล้าผมมวย ประดับด้วยดอกเอื้องสีเหลืองทอง

เสียงเพลงซอพื้นเมืองขับกล่อมทั่วงาน บนเวทีการแสดง มีการแสดงของศิลปินแห่งชาติ เช่น การตีกลองแสะ โดยพ่อครูคำ กาไว ศิลปินแห่งชาติ การแสดงตีกลองจัยยะมงคล การแสดงของชมรมคนรักดาบ การแสดงเตหน่า ของศิลปินปกาเกอญอจากบนดอยเป็นต้น

ข้อมูลจากเอกสารแนะนำงาน “สืบสานล้านนา ประเพณี ปีใหม่เมือง” ของโฮงเฮียน  สืบสานภูมิปัญญาล้านนา น่าสนใจมาก ทำให้เข้าใจที่มาและความสำคัญของปีใหม่เมืองได้ดี ดิฉันขอนำมารายงานดังนี้ค่ะ

“ปีใหม่เมือง หมายถึงปีใหม่ของคนพื้นเมืองในเขตแปดจังหวังภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย โดยดั้งเดิมมานั้น ประเพณีปีใหม่เมืองที่ดีงาม แต่ตั้งแต่วัฒนธรรมการท่องเที่ยวเริ่มรุกเข้ามาในเขตแปดจังหวัดภาคเหนือตอนบน ทำให้ประเพณีที่ดีงามเปลี่ยนแปลงไป เน้นในเรื่องการท่องเที่ยวไม่เน้นในความถูกต้องและดีงาม ทำให้มีสิ่งแปลกปลอมและสิ่งแปดเปื้อนเพิ่มเข้ามา เช่น การประแป้งสาวๆ การถือโอกาสจับต้องลูบคลำร่ายกายของหญิงสาวจนบางครั้งกลายเป็นการกระทำอนาจารต่อหญิง การกินเล้าหัวราน้ำโดยอ้างว่าเป็นประเพณี ซึ่งมักจะนำไปสู่อุบัติเหตุบนท้องถนนหรือการสาดน้ำแบบรุนแรงโดยอ้างว่าเป็นประเพณี ซึ่งบางทีก็นำไปสุ่อุบัติเหตุบนท้องถนน นำไปสู่การทะเลาะวิวาทใช้ความรุนแรงเข้าตัดสินปัญหา เป็นต้น

ปีใหม่เมืองจะเริ่มแต่วันสังขานต์ล่องไปถึงวันปากเดือน(ราวๆวันที่๑๓เมษายนถึงวันที่๑๗เมษายน)บางท้องถิ่อาจยืดไปถึงวันปากวัน(ราวๆวันที่๑๘เมษยน) ทั้งนี้เป็นเพราะกิจกรรมที่คนเมืองต้องทำในระหว่างปีใหม่เมืองมีมากมาย เช่น การรับสังขานต์(บางท้องที่จะเป็นการไล่สังขานต์)การชำระสะสางสิ่งหมักหมทั้งทางวัตถุและจิตใจ การแต่งกาย เตรียมข้าวน้ำโภชนียะ การขนทรายเข้าวัด การทำบุญเพื่อตัวเอ งเพื่อผู้อื่นที่ล่วงลับไปแล้วการแห่ไม้ค้ำศรี(ไม้ค้ำโพธิ์)การเข้าวัดฟังธรรม การดำหัวเพื่อขอพรและขอขมาคารวะ เฉพาะการดำหัวผู้ที่เรารพนับถืออย่างเดียว หากจะทำให้ครบจริงๆอาจใช้เวลาถึง ๓ วัน

โฮงเฮยนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา มีความคิดที่จะจัดงานสืบสานล้านนา ประเพณีปีใหม่เมืองที่ถูกต้องและดีงามตามแบบโบราณ โดยได้รับสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)และการท่องเที่ยวแห่งประเทศทย(ททท.)

 

ความมุ่งหมาย
๑.เพื่อสาธิตประเพณีปีใหม่เมืองที่ถูกต้องดีงาม ตามแบบล้านนาโบราณ
๒.เพื่อสืบสานประเพณีปีใหม่เมืองที่มุ่งเน้นการรณรงค์ปีใหม่เมืองล้านนาที่ไร้แอลกอฮอล์๓.เพื่อเป็นแบบอย่างให้องค์กรอื่น หน่วยงานอื่น ชุมชนอื่นๆนำไปจัดประเพณีปีใหม่เมืองในพื้นที่ต่างๆได้

ปีใหม่เมืองหมายถึงปีใหม่ของคนเมือง
ปีใหม่หมายถึงการกำหนดจุดเริ่มต้นของปีแต่ละปี ปีใหม่เมืองกำหนดเอาจุดที่พระอาทิตย์ย้ายจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ มักจะตรงกับวันที่๑๓เมษยนเป็นส่วนมาก แต่ก็มีบางปีตรงกับวันที่๑๔เมษายน อย่างในปีพ.ศ.๒๕๔๙ นี้เป็นต้น กิจกรรมของปีใหม่เมืองประกอบด้วยวันต่างๆดังนี้

วันสังขานต์ล่อง คือวันมหาสงกรานต์ คำนี้มาจากภาษาสันสฤตว่า “สงกรานต์” ซึ่งออกเสียงแบบล้านาว่า “สัง-ขาน” จึงมีผู้อ่านออกเสียงว่า วันสันขานต์ล่อง วันนี้คือวันที่พระอาทิตย์โคจรไปสู่ราศีมีนจะย่างเข้าสู่ราศีเมษ เป็นวันแรกของกิจกรรม ปีใหม่ตามความเชื่อของคนล้านนานั้นกล่าวกันว่าในตอนเช้ามืดของวันนี้ปู่สังขานต์ หรือย่าสังขานต์จะล่องแพไปตามลำน้ำปู่หรือย่าสังขานต์นี้จะมารับเอาสิ่งที่ไม่ดีไม่งามเช่นเคราะห์ อุบาทว์ ทั้งหลายนำไปทิ้ง จึงต้องมีการยิงปืน จุดประทัด ไล่สังขานต์และถือกันว่าปืนที่ใช้ยิงขับปู่หรือย่าขานต์แล้วนั้นจะมีความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์มาก วันนี้ตั้งแต่เช้าตรู่จะมีการปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ซักเสื้อผ้า อาบน้ำ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าใหม่ ทัดอกไม้ที่เป็นพญาดอก ซึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ นี้ ดอกกาสะลองเป็นพญาดอก ควรทัดดอกกาสะลองเป็นต้น การดำหัวหรือสระผมในวันสังขานต์ล่องจะไม่เหมือนการสระผมปกติทั่วไป เพราะต้องหันหน้าให้ถูกทิศ เช่น วันสังขานต์ล่องปี ๒๕๔๙ ควรหันหน้าไปทางทิศตะวันออก วันนี้ช่วงบ่ายจะมีการนำพระพุทธรูปสำคัญได้แก่ พระพุทธสิหิงค์ พระเสตังคมณี และพระเจ้าฝนแสนห่า เป็นต้น ออกมาแห่ไปตามถนนให้ชาวบ้านได้นำน้ำอบ น้ำหอมอันผสมด้วยขมิ้น ส้มป่อย เกสรดอกไม้ สรงน้ำพระพุทธรูปองค์สำคัญของชาวบ้านเมือง

วันสังขารล่องนี้ ตามประเพณีล้านนาโบราณ กษัตริย์แห่งล้านนาจะต้องทำพิธีสรงน้ำตามทิศที่โหรหลวงคำนวณไว้ และจะลงไปทำพิธีลอยเคราะห์ในแม่น้ำแม่ปิง ในพิธีนั้นกษัตริย์จะเสด็จไปตามสะพานที่ทอดจากฝั่งลงไปร้านที่อยู่กลางแม่น้ำ แล้วทำพิธีสะเดาะเคราะห์หรือลอยเคราะห์ โดยมีเครื่องสักการะและน้ำขมิ้น ส้มป่อย ใส่ในสลุงคำ สลุงเงิน (ขันทองและขันเงิน) เตรียมไว้ก่อน เมื่อกษัตริย์หรือเจ้าเมืองเสด็จลงร้านหรือประรำพิธีแล้ว ก็จะทรงทำพิธีสะเดาะห์เคราะห์หรือลอยเคราะห์ให้ไหลไปตามน้ำในวันสังขานต์ล่องนี้

ที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ จะมีพิธีลอยสังขานต์ ทุกบ้านจะทำสะตวงใส่เครื่องเหมือนสะตวงทั่วไป มีข้าวแป้งปั้นเป็นก้อน เอาเช็ดตามหน้าตา เนื้อตัว แขนขา โดยเชื่อกันว่าเป็นการเช็ดเอาเคราะห์ภัยต่าง ๆหรือสิ่งชั่วร้ายที่มีอยู่ในเนื้อตัว ใส่ลงในสะตวงนำไปทำพิธีลอยน้ำแม่แจ่ม เพื่อให้เคราห์ภัยต่าง ๆ ลอยไปกับสายน้ำพร้อมกับปีเก่าที่ผ่านเลยลับไป

วันเน่าหรือวันเนาว์ ชื่อเรียกวันนี้ทำให้เกิดความเชื่อว่า ห้ามทำสิ่งที่ไม่เป็นมงคลในวันนี้ โดยเฉพาะห้ามด่าทอทะเลาะวิวาทกัน กล่าวกันว่าผู้ใหญ่ที่ด่าทอผู้อื่นในวันนี้ ปากของผู้นั้นจะเน่าเหม็น และหากวิวาทกันในวันนี้ บุคคลผู้นั้นจะอัปมงคลไปตลอดชีวิต ส่วนผู้ที่ประสงค์จะปลูกเรือนด้วยไม้ไผ่ก็ให้รีบตัดในวันนี้ เพราะเชื่อกันว่าไม้จะ “เน่า” และไม่มีมอดหรือปลวกมากินไม้ดังกล่าว วันเนาว์นี้จะเป็นวันเตรียมงาน ชาวบ้านจะพากันไปซื้อของ เพื่อกินและใช้ในวันพญาวัน ตอนบ่ายมีการขนทรายเข้าวัด ถือว่าเป็นการนำทรายมาทดแทนส่วนที่ติดเท้าของตนออกจากวัดซึ่งเท่ากับว่าได้ลักของจากวัดขณะขนทรายเข้าวัด ก็จะกล่าวคำขนทรายเข้าวัดเป็นภาษาบาลีว่า “อะโห วะตะ เม วาลุกัง ติระตะนานัง สัพพะปาปัง วินัสสันตุ” กล่าวรำพึงอย่างนี้วนไปวนมาจนขนทรายเสร็จ

วันนี้บางคนก็จะทำตุง เช่น ตุงไส้หมู หรือช่อพญายอ และช่อ ซึ่งเป็นธงรูปสามเหลี่ยมเตรียมไว้สำหรับเตรียมไปปักที่เจดีย์ทราย วันเน่านี้ อาจจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “วันดา” เพราะเป็นวันที่จัดเตรียมสิ่งของต่าง ๆ ที่จะใช้ทำบุญ และบริโภคในวันพญาวัน  ขนมที่นิยมทำกันในเทศกาลสงกรานต์นี้ มีหลายชนิด เช่น ข้าวหนมจ็อก ,ข้าวหนมปาด หรือข้าวหนมศิลาอ่อน,เข้าวิทู(อ่าน-เข้าวิตู) คือข้าวเหนียวแดง,ข้าวแตน(อ่าน-ข้าวแต๋น)เป็นต้น

วันพญาวัน วันนี้ถือว่า เริ่มต้นจุลศักราชใหม่ วันนี้จะทำบุญสุนทานกันอย่างยิ่งใหญ่ ตั้งแต่เวลาเช้าตรู่ ผู้คนจะนสำรับกับข้าวไปถวายตามวัด เรียกกันว่า “ทานขันเข้า” เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว นอกจากนี้บางคนก็จะนำสำรับอาหารไปทานให้แก่บิดา มารดา ปู่ย่า ตายาย ผู้เฒ่าผู้แก่ หรือผู้ที่ตนเคารพนับถือ ซึ่งการทำเช่นนี้เขาเรียกว่า “ทานขันเข้าคนเฒ่าคนแก่” จากนั้นก็จะนำตุงที่มัดติดกิ่งไผ่ หรือต้นกุ๊ก ซึ่งเตรียมไว้เมื่อวันก่อน ไปปักบนเจดีย์ทราย ทั้งนี้มีคติว่าการทานตุงนั้นมีอานิสงส์ช่วยให้ผู้ตายที่มีบาปหนักถึงตกนรกนั้น สามารถพ้นจากขุมนรกได้ โดยที่ชายของตุงจะพันตัวของผู้ตกนรกนั้น แล้วดึงพื้นจากขุมนรกขึ้นมา ความเชื่ออีกอย่างหนึ่งก็คือ ในวันพญาวันนี้ ชาวเหนือจะนำไม้ง่ามไปถวายวัด สำหรับค้ำต้นสะหลี ไม้ง่ามนี้จะมีกรวยดอกไม้ ธูปเทียน (เรียกสวยดอก) และกระบอกบรรจุน้ำพร้อมทราย ผูกติดกับไม้ง่ามไปด้วย การทานไม้ง่ามนี้ ถือคติว่าเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการช่วยกันค้ำจุนพระศาสนาให้ยืนยาวต่อไป แล้วจะทำพิธีสรงน้ำทั้งพระพุทธรูป สถูป เจดีย์ รวมทั้งสรงน้ำพระสงฆ์ เจ้าอาวาสด้วย ตอนบ่ายก็มีการไปดำหัวขอพรจากผู้ใหญ่ บิดามารดา ผู้อาวุโส เป็นต้น

วันนี้ชาวบ้านที่ไม่ไปวัด จะไปเตรียมสถานที่เพื่อทำบุญ “ใจบ้าน” คือบริเวณที่ตั้งของ “เสาใจบ้าน” ได้แก่ สะดือบ้าน มีการจัดทำรั้วราชวัตรประดับด้วยต้นกล้วย ต้นอ้อย เป็นต้น จากนั้นก็จะโยงด้ายสายสิญจน์จากเสาใจบ้านต่อ ๆ กันไป จนถึงทุกหลังคาเรือน จัดทำแตะไม้ไผ่สานจำนวน ๙ แผง แล้วใช้ดินเหนียวหรือแป้งข้าว ปั้นเป็นรูปสัตว์ เช่น ช้าง ม้า เป็ด ไก่ หมู หมา ฯลฯ อย่างละ ๑๐๐ ตัว วางบนแตะนั้นพร้อมทั้งใส่เครื่องบูชาต่าง ๆ และให้ใช้ไม้ทำหอก ดาบ แหลม หลาว หน้าไม้ปืนธนู วางบนแตะทั้ง ๙ นั้น เพื่อทำพิธี “ส่งเคราะห์บ้าน” หรือ “พิธีนพเคราะห์ทั้งเก้า”

วันปากปีซึ่งถือว่าเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ วันนี้ชาวบ้านจะกินแกงขนุนเพราะเชื่อว่าจะค้ำชู อุดหนุนให้ชีวิตประสบแต่ความสุข ความเจริญ ตลอดทั้งปี และจะพากันไปดำหัววัด คือ ไปทำพิธีคารวะเจ้าอาวาสที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ตอนค่ำก็ให้แต่ละบ้านบูชาเทียน คือ การนำเทียนซึ่งมีไส้ทำด้วยกระดาษสาที่เขียนเลขยันต์มาจุดบูชาพระพุทธรูปอีกด้วย

วันปากเดือน ปากวัน และปากยาม ๓ วันนี้ ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นใหม่ ในวันนี้นิยมมีการส่งเคราะห์ต่าง ๆ เพื่อความเป็นสิริมงคล และไปคารวะดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ ครูบาอาจารย์ กิจกรรมของคนเมืองเนื่องในประเพณีปีใหม่เมืองก็จะเริ่มจางลงไปเรื่อย ๆ ชีวิตปกติเริ่มต้นขึ้น”

สุดท้ายนี้ ดิฉันขอสนับสนุนการรณรงค์ งดดื่มเหล้า และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทุกชนิด ตลอดเทศกาลปีใหม่ เพื่อให้ทุกคนได้นำศิริมงคลสู่ชีวิต ด้วยสติสัมปชัญญะ ที่สมบูรณ์ ลดอุบัติเหตุ บนท้องถนน ลดปัญหาความรุนแรงทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น เป็น ปีใหม่แห่งพุทธิภาวะ คือความรู้  ตื่น เบิกบาน ของทุกคนในสังคมอย่างแท้จริงค่ะ

 

ารติดตามโครงการนำเข้าสัตว์ป่า จากประเทศเคนยาเข้ามาประเทศไทย กรณีโครงการสวนสัตว์กลางคืนไนท์ซาฟารี
ระหว่างวันที่ 9 – 16 มีนาคม 2549
นิคม พุทธา

ผู้ร่วมเดินทาง
1.
นายสุรพล ดวงแข            เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯ 
2.นายนิคม  พุทธา             ผู้ประสานงานมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯภาคเหนือ
3.นายโชคดี  ปรโลกานนท์   ผู้ประสานงานมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯภาคตะวันออก
                                      เฉียงเหนือ
4.นายชัยพันธุ์  ประภาสะวัต ตัวแทนภาคีฮักเจียงใหม่ /สถาบันสิทธิชุมชน
5.นายสมภพ  หยงสตาร์      อาสาสมัครโครงการฯ

รายงานดังกล่าวนี้ มี  4 หัวข้อหลัก ดังนี้
1.  เหตุผลว่าทำไมต้องไปติดตามโครงการนี้ฯที่ประเทศเคนยา
2.   การไปเคนยาครั้งนี้ ไปทำอะไรบ้าง พบปะกับใคร เรื่องอะไร
3.   การไปครั้งนี้ ได้ประโยชน์อะไรต่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า โดยเฉพาะการเรียกร้องให้มีการยก
   
เลิกการนำเข้าสัตว์ป่าจากประเทศเคนยา
4. ผลที่ได้จากการไปครั้งนี้ นำไปใช้ประโยชน์อย่างไร


1. ทำไมต้องไป
สาเหตุที่ต้องไปก็เพราะว่า
1)  รัฐบาลไทยโดยพันตำรวจโททักษิณ  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  คุณยงยุทธ  
   ติยะไพรัช  รมต.กระทรวงทรัพยากรฯ และคุณปลอดประสพ  สุรัสวดี ผู้บริหาร

   CEO
สวนสัตว์เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี  ได้เดินทางไปที่ประเทศเคนยา ในช่วงเดือน
   ตุลาคม 2548 เพื่อลงนามในบันทึกข้อตกลง (
MOU) ว่าจะมีโครงการความร่วมมือ
   เกี่ยวกับอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระหว่างประเทศไทยและ
   เคนยา * ซึ่งใน
MOU ดังกล่าว ประเทศเคนยาจะต้องส่งมอบสัตว์ป่าให้กับประเทศ
   ไทย ทั้งหมด 25 ชนิด จำนวนทั้งหมด 175 ตัว ในจำนวนนี้มีสัตว์ป่าที่หายาก อยู่
   ในบัญชี 1 ในอนุสนธิสัญญาไซเตส เช่น สิงโตและแมวป่าอัฟริกัน
2) คุณปลอดประสพ ได้เคยพูดต่อหน้าสื่อมวลชนหลายๆ ครั้งว่า โครงการนำเข้า
   สัตว์ป่าดังกล่าวนี้ เป็นไปเพื่อการศึกษาวิจัยไม่มีสัตว์ป่าในบัญชี 1 ของอนุสัญญา
   ไซเตส ทางประเทศเคนยา เคยส่งสัตว์ป่าออกเป็นประจำ สัตว์ป่าในประเทศเคนยา
   ที่จะนำเข้าโครงการไนท์ซาฟารีนี้ ไม่ได้จับจากในป่าธรรมชาติแต่เป็นสัตว์ที่เพาะ
   เลี้ยงตามแหล่งอนุบาลสัตว์ป่า และเจ้าหน้าที่เคนยาได้มีการเตรียมพร้อมที่จะส่ง
   ออก เช่น กักขัง กักกันเพื่อตรวจสอบเชื้อโรค เตรียมแผนที่จะทำการเคลื่อนย้าย
   และคุณปลอดประสพยังบอกอีกว่า ทั้งรัฐบาล องค์กรอนุรักษ์ และประชาชนใน 
   ประเทศเคนยาให้
การสนับสนุนไม่มีใครคัดค้าน

2.  การเดินทางครั้งนี้พวกเราได้พบปะกับบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการ
    อนุรักษ์สัตว์ป่าทั้งในประเทศเคนยาและระหว่างประเทศ  ดังนี้

1
)  องค์กรชาวบ้านได้แก่ Kitengela  Organization  , Narok Town Council, The Former
     Chief of Masai Community
,The grandson of former chief.
2)  องค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่าภายในประเทศเคนยา ที่เป็นองค์กรภาคเอกชน ได้แก่
Youth For 
     Conservation
,The Chairman National Community Based Organization (CBO.) ,  
    
Conservationist of Kitengela Organization
,The Vice Chaiman of Kitengela Land
     Owners Association
องค์กรของรัฐได้แก่  Kenya wildlife Service
3
) องค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่าระหว่างประเทศ ได้แก่  Bornfree ,Wildilfe Trust ,Ecoterra
    International
 
ในระหว่างที่คณะอยู่ในประเทศเคนยา เราได้ทำกิจกรรม  ดังนี้
1.  การพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงสถานการณ์ปัญหาการอนุรักษ์สัตว์ป่า ทั้งในประเทศไทย
   ประเทศเคนยา และมีการพูดถึงโครงการสวนสัตว์ไนท์ซาฟารีในประเทศไทยที่มีมาตรฐานใน
   การดูแลสัตว์ป่าที่ต่ำมาก เป็นเหตุให้สัตว์ป่าตายไปตั้งแต่เริ่มเปิดจนถึง มกราคม 2549 ถึง
   20 ชนิด จำนวน 104 ตัว และปัญหาการค้าสัตว์ป่าระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียที่ใช้
   ประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลาง เป็นต้น
2.  เราได้เดินทางจากเมืองหลวงของประเทศเคนยา คือไนโรบี ไปที่เมือง Narok Town Council
   เพื่อเข้าไปพบปะพูดคุยกับชนเผ่ามาไซ และไปดูการอนุรักษ์สัตว์ป่า ในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่ามา
   ไซมาล่า ที่ติดกับประเทศแทนซาเนีย
จากนั้นเราได้มีการจัดแถลงข่าวเพื่อแสดงจุดยืนในการคัดค้านโครงการนำเข้าสัตว์ป่า 175 ตัว จากประเทศเคนยา ในโครงการสวนสัตว์เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี โดยอธิบายถึงเหตุผลต่างๆ เช่น การนำเข้าสัตว์ป่าดังกล่าว ขัดต่อกฎหมายและคุณธรรม ในการอนุรักษ์สัตว์ป่า ทั้งของประเทศไทยและประเทศเคนยา

3. ผลที่ได้ ทำให้รู้ความจริง เช่น
1.MOU ฉบับจริงที่มีลายเซ็นของรมต.ยงยุทธ ติยะไพรัช รมต.กระทรวงทรัพยากรฯ
   และรมต.กระทรวงการท่องเที่ยวและสัตว์ป่าของประเทศเคนยานั้น มีการซุกซ่อน
   สัตว์ป่าที่หายาก เช่น สิงห์โตและแมวป่าอัฟริกันไปด้วย
2
.มี สว.ไทย 2 คนที่เป็นกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม ได้ไปตรวจสอบโครงการเดียวกันนี้
  ในประเทศเคนยา และรับปากกับชาวเคนยาและตัวแทนองค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่า
  ต่างๆ ว่าจะหาทางหยุดยั้งโครงการฯส่งออกสัตว์ป่า ตั้งแต่ปลายปี 2548 ที่ผ่านมา
  แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อ สว.ทั้งสองท่านกลับมาถึงประเทศไทย ต่างก็เก็บเงียบ
3
.ทำให้เรารู้ว่า ศาลสูงของประเทศเคนยาที่เคยตัดสินให้ชะลอการนำเข้าสัตว์ป่า
  โครงการฯดังกล่าวเป็นระยะเวลา  2 เดือน ราวมกราคม – กุมภาพันธ์ 2549 จนกระ
  ทั้งปัจจุบัน ศาลยังมีการไต่สวน มูลฟ้องเพิ่มเติม พวกเราและตัวแทนของกลุ่ม
  อนุรักษ์ สัตว์ป่าในประเทศเคนยา จึงได้เสนอให้มีการทำหนังสือถึงศาลเพื่อ
  พิจารณาประเด็นเพิ่มเติม ดังนี้ 
4
.ให้ศาลเรียกดูแผนการขนย้ายสัตว์ป่า ซึ่งเราพบว่า ขณะนี้ไม่มีแผนดังกล่าวนี้เลย
5
.ให้ศาลเรียกดูข้อมูลด้านวิชาการเกี่ยวกับการจัดการสัตว์ป่าในประเทศเคนยา เช่น
   การสำรวจจำนวนประชากร ชนิดและจำนวน การประเมินสถานการณ์ปัญหาที่เกี่ยว
   กับสัตว์ป่า ซึ่งความจริงก็คือ ขณะนี้ไม่มีข้อมูลดังกล่าว
6
.ให้ศาลพิจารณา ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น อนุสัญญาไซเตส กฎหมายที่เกี่ยวกับ
   การอนุรักษ์สัตว์ป่าอื่นๆ กฎหมายว่าด้วยเรื่องของการค้าระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
   ว่าโครงการฯ
นำเข้าสัตว์ป่านี้ชอบด้วยกฎหมาย และจริยธรรมหรือไม่ 
7
.ให้ศาลเรียกดูแผนการขนย้ายสัตว์ป่าจำนวนดังกล่าว ตลอดถึงขอดูแผนและ
   มาตรฐานในการจัดการสัตว์ป่าในสวนสัตว์เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีว่า  มีมาตรฐานทาง
   ด้านวิชาการมากน้อยแค่ไหน เพราะที่ผ่านมา การบริหารจัดการที่แย่ ทำให้สัตว์ป่า
   บาดเจ็บและล้มตายไปเป็นจำนวนมาก
8
.ให้ศาลพิจารณาคุณสมบัติของผู้บริหาร CEO ของไนท์ซาฟารี เพราะที่ผ่านมามี
   ภาพจน์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ป่าเช่น การส่งเสือไปประเทศจีน การเปิดร้าน
   อาหารสัตว์ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติ และทำให้สัตว์ป่าตายจำนวนมากในเชียงใหม่
   ไนท์ซาฟารี
โดยสรุปการไปเคนยาครั้งนี้ทำให้เรารู้ว่า มีความจำเป็นที่จะต้องอนุรักษ์สัตว์ป่าในพื้นที่ถิ่นกำเนิดของแต่ละประเทศนั้นๆ เช่น ประเทศในแถบ
Kenya แทนซาเนีย อูกานดาร์ และอื่นๆ ที่สัตว์ป่ามีความจำเป็นต้องอาศัยระบบนิเวศร่วมกันอย่างไม่มีข้อจำกัดทางด้านขอบเขตประเทศ และที่สำคัญ ก็คือ ทั้งชาวบ้าน หน่วยงานอนุรักษ์สัตว์ป่า ที่เป็นเอกชน และรัฐบาล ก็ไม่ยอมให้มีการนำเข้าสัตว์ป่าในโครงการฯดังกล่าว

4.  การนำผลที่ได้จากการไปติดตามครั้งนี้ มาใช้ประโยชน์
1, ได้มีการจัดประชุมแถลงข่าวไป 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2549 ที่จังหวัด
   เชียงใหม่  ครั้งที่ 2 วันที่ 22 มีนาคม 2549 ที่กรุงเทพฯ ทั้ง 2 ครั้งมีสมาชิกเครือข่ายองค์กร
   อนุรักษ์สัตว์ป่าในประเทศไทยเข้าร่วม เช่น ภาคีฮักเจียงใหม่  สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์
   ป่าฯ ฯลฯ และมีสื่อมวลชนให้ความสนใจเช่น สถานีวิทยุ
FM 100 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ,
   วิทยุ 92.5
MHz วิทยุแห่งประเทศไทยกรุงเทพฯ  หนังสือพิมพ์ ได้แก่ หนังสือข่าวสด มติชน 
   เดลินิวส์   กรุงเทพธุรกิจ พลเมืองเหนือ เนชั่น บางกอกโพสต์  และสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 
   ช่อง 11 ช่อง 7 และไอทีวี  เป็นต้น
2. เนื้อหาในการแถลงข่าว นอกจากจะมีการบอกเล่าถึงข้อมูลสถานการณ์ปัญหาเกี่ยวกับสัตว์
   ป่าทั้งในประเทศไทยและเคนยาแล้ว เครือข่ายองค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่าทั้งในประเทศและต่าง
   ประเทศ มีข้อเสนอเรียกร้อง ต่อโครงการสวนสัตว์เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ดังต่อไปนี้
   1) ให้ยกเลิกโครงการนำเข้าสัตว์ป่าทุกชนิด จากทุกประเทศ
   2) ให้มุ่งเน้น สนับสนุนให้มีการอนุรักษ์สัตว์ป่าในถิ่นกำเนิด
   3)  ให้ยกระดับมาตรฐานการจัดการป่าไนท์ซาฟารีให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้
   4) ให้ปรับรูปแบบ สวนสัตว์เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ให้เป็นสถานที่ศึกษาและพักผ่อนหย่อนใจ
       มากกว่าที่จะเป็นแหล่งกักขังทรมานสัตว์ป่า
   5) รัฐบาลไทยจะต้องชะลอโครงการแมกกะโปแจ๊กอื่นๆที่จะตามมา เช่น อุทยานช้าง
      เคเบิ้ลคาร์  จนกว่าจะมีการศึกษาความเหมาะสมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ผลกระทบ
      ทางด้านสิ่งแวดล้อม และให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการพิจารณา
จากการหารือกับเครือข่ายอนุรักษ์สัตว์ป่าระหว่างประเทศหลายๆองค์กร เห็นสมควรที่จะให้มีการจัดสัมมนาว่าด้วยเรื่องการหยุดยั้งการค้าสัตว์ป่า ขึ้นในประเทศไทย ในช่วงเดือนธันวาคม 2549 โดยเชิญประเทศที่เกี่ยวข้องกับการค้าสัตว์ป่า โดยเฉพาะในแถบอาฟริกา  เช่น  ประเทศเคนยา  แทนชาเนีย เข้าร่วมด้วย